Home บทเรียนพระคัมภีร์ บทเรียนพระคัมภีร์_การจัดสรรของพระเจ้า (The Providence of God)

Member Login



Search

Who's online?

เรามี 10 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday95
mod_vvisit_counterYesterday192
mod_vvisit_counterThis week95
mod_vvisit_counterLast week1372
mod_vvisit_counterThis month3673
mod_vvisit_counterLast month4823
mod_vvisit_counterAll days120274
สมาชิก : 409
Content : 174
เว็บลิงก์ : 11
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 150467

Art Clock

เวลาประเทศไทย

Biblical Image

jesus on the cross by rembrandt canvas on panel 1.gif
พันธกิจมานาประจำวัน
อาหารฝ่ายวิญญาณสำหรับคุณ...วันต่อวัน
ท่านชอบอะไรในเว็บของเรามากที่สุด
 

บทความที่คล้ายคลึงกัน

Guitar Chords

Guitar Chords


ลงโฆษณาบนเว็บ

สนใจประชาสัมพันธ์สินค้าคริสเตียนบนเว็บ เช่น หนังสือ VCD DCD ของที่ระลึก ฯลฯ

ติดต่อที่ christiancmu@gmail.com

บทเรียนพระคัมภีร์_การจัดสรรของพระเจ้า (The Providence of God) PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Webmaster   
วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2009 เวลา 13:31 น.
บทเรียนพระคัมภีร์
เรื่อง การจัดสรรของพระเจ้า
(The Providence of God)
โดย Webmaster ของ www.christiancmu.com

- ปฐมกาล 45:5 “แต่บัดนี้อย่าเสียใจไปเลย อย่าโกรธตัวเองที่ขายเรามาที่นี่ เพราะว่าพระเจ้าทรงใช้เราให้มาก่อนหน้าพี่ เพื่อจะได้ช่วยชีวิต”

- หลังจากที่พระเจ้าได้ทรงเนรมิตสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดิน(ปฐก.1:1) พระองค์ไม่ได้ทรงละทิ้งโลกนี้ไว้เพียงลำพัง แต่พระองค์ยังคงมีส่วนร่วมในชีวิตของประชากรของพระองค์และทรงดูแลเอาใจใส่สิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง
- พระเจ้าไม่ได้เป็นเหมือนผู้สร้างนาฬิกาที่สร้างนาฬิกาไว้แล้วปล่อยให้มันดำเนินไปตามกลไกที่สร้างไว้ แต่พระองค์เป็นพระบิดาผู้ทรงเต็มไปด้วยความรักผู้ทรงสนพระทัยและเอาใจใส่สิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างมา พระองค์ทรงห่วงใยทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างรวมทั้งประชากรของพระองค์
- เราเรียกสิ่งที่กล่าวมานี้ด้วยศัพท์ทางศาสนศาสตร์ว่า การจัดสรรของพระเจ้า

1. การจัดสรรของพระเจ้าในด้านต่างๆ  

• การจัดสรรของพระเจ้าสามารถแบ่งออกได้เป็นอย่างน้อย 3 ด้าน ได้แก่

 

1.1 การพิทักษ์รักษา (Preservation)

- พระเจ้าทรงพิทักษ์รักษาโลกที่พระองค์ได้ทรงสร้างด้วยฤทธิ์อำนาจของพระองค์
- กษัตริย์ดาวิดได้ทรงสารภาพเรื่องนี้ไว้ในคำอธิษฐานของพระองค์อย่างชัดเจน
- สดุดี 36:6 “ความชอบธรรมของพระองค์เหมือนภูเขาทั้งหลายของพระเจ้า คำพิพากษาของพระองค์เหมือนที่ลึกยิ่ง ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงช่วยมนุษย์และสัตว์ให้รอด(“You preserve both man and beast”)”

- ฤทธิ์อำนาจแห่งการพิทักษ์รักษาของพระเจ้านั้นทำสำเร็จผ่านทางพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเจ้า ซึ่งเปาโลได้กล่าวไว้เป็นพยานใน โคโลสี 1:17
- โคโลสี 1:17 “พระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนสรรพสิ่งทั้งปวง และสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นระเบียบอยู่โดยพระองค์(By the power of Christ even the very smallest particles of life are held together)”

1.2 การจัดเตรียม (Provision)

- พระเจ้าไม่ได้เพียงแต่พิทักษ์รักษาสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างเท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงจัดเตรียมในสิ่งที่เป็นความต้องการ(needs)ของสิ่งพระองค์ทรงสร้างอีกด้วย
- เมื่อพระเจ้าทรงสร้างโลก พระองค์ได้ทรงสร้างฤดูกาล และทรงประทานอาหารให้แก่มนุษย์และสัตว์ต่างๆ
- ปฐมกาล 1:14 “พระเจ้าตรัสว่า "จงมีดวงสว่างบนฟ้า เพื่อแยกวันออกจากคืน ให้ดวงสว่างเป็นหมายกำหนดฤดู วัน ปี”
- ปฐมกาล 1:29-30 “29พระเจ้าตรัสว่า "ดูเถิด เราให้พืชที่มีเมล็ดทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ทั่วพื้นแผ่นดิน และต้นไม้ทุกชนิดที่มีเมล็ดในผลของมันแก่เจ้า เป็นอาหารของเจ้า 30ฝ่ายสัตว์ทั้งหลายบนแผ่นดิน นกทั้งปวงในอากาศ และบรรดาสัตว์เลื้อยคลานบนแผ่นดินทุกสิ่งทุกอย่างที่มีลมปราณนั้น เราให้พืชเขียวสดทั้งปวงเป็นอาหาร"  ก็เป็นดังนั้น”

- หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมโลก พระเจ้าได้ทรงริเริ่มพระสัญญาแห่งการจัดเตรียมของพระองค์อีกครั้ง ซึ่งทรงตรัสไว้ใน ปฐมกาล 8:22
- ปฐมกาล 8:22 “โลกยังดำรงอยู่ตราบใด จะมีฤดูหว่านกับฤดูเกี่ยว เวลาเย็นกับเวลาร้อน ฤดูร้อนกับฤดูหนาว และมีวันและคืนเรื่อยไปตราบนั้น”

- พระธรรมสุดดีหลายข้อหลายตอนได้กล่าวถึงความดีของพระเจ้าที่ได้ทรงจัดเตรียมสิ่งต่างๆ ให้กับสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง เช่น สดุดี 104, สดุดี 145
- สดุดี 104:10-16 “10พระองค์ทรงกระทำให้น้ำพุพลุ่งขึ้นมาในหุบเขาน้ำนั้นก็ไหลไประหว่างเขา 11ให้บรรดาสัตว์ป่าได้ดื่ม และให้ลาป่าดับความกระหายของมัน 12ที่ริมน้ำนั้น นกในอากาศจึงได้มีที่อาศัยมันร้องอยู่ท่ามกลางกิ่งไม้ 13พระองค์ทรงรดภูเขาจากที่ประทับอันสูงของพระองค์แผ่นดินโลกก็อิ่มด้วยผลพระราชกิจของพระองค์ 14พระองค์ทรงให้หญ้างอกมาเพื่อสัตว์เลี้ยง และผัก ให้มนุษย์ได้ดูแล เพื่อเขาจะทำให้เกิดอาหารจากแผ่นดิน 15และเหล้าองุ่น ซึ่งให้ใจมนุษย์ยินดี น้ำมัน เพื่อทำให้หน้าของเขาทอแสง และขนมปัง ซึ่งเสริมกำลังใจมนุษย์ 16บรรดาต้นไม้ของพระเจ้าได้อิ่มหนำ คือต้นสนสีดาร์แห่งเลบานอน ซึ่งพระองค์ได้ทรงปลูกไว้”
- สดุดี 145:14-18 “14พระเจ้าทรงชูทุกคนที่กำลังจะล้มลง และทรงยกทุกคนที่โน้มตัวลงให้ลุกขึ้น 15นัยน์ตาทั้งปวงมองดูพระองค์ และพระองค์ประทานอาหารให้ตามเวลา 16พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ของพระองค์ พระองค์ทรงให้สัตว์โลกทุกอย่างอิ่มตามความปรารถนา 17พระเจ้าทรงชอบธรรมตามทางทั้งสิ้นของพระองค์และทรงเอ็นดูในการกระทำทั้งสิ้นของพระองค์ 18พระเจ้าทรงสถิตใกล้ทุกคนที่ร้องทูลพระองค์ทุกคนที่ร้องทูลพระองค์ด้วยใจจริง”

- ในพระคัมภีร์ใหม่ พระเยซูทรงยืนยันในคำสอนของพระองค์ว่าพระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับนกในอากาศและหญ้าที่ทุ่งนา
- มัทธิว 6:26-30 “26จงดูนกในอากาศ มันมิได้หว่าน มิได้เกี่ยว มิได้ส่ำสมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงนกไว้ ท่านทั้งหลายมิประเสริฐกว่านกหรือ 27มีใครในพวกท่านโดยความกระวนกระวาย อาจต่อชีวิตให้ยาวออกไปอีกสักศอกหนึ่งได้หรือ 28ท่านกระวนกระวายถึงเครื่องนุ่งห่มทำไม จงพิจารณาดอกไม้ที่ทุ่งนาว่า มันงอกงามเจริญขึ้นได้อย่างไร มันไม่ทำงานมันไม่ปั่นด้าย 29แต่เราบอกท่านทั้งหลายว่ากษัตริย์ซาโลมอนเมื่อบริบูรณ์ด้วยสง่าราศี ก็มิได้ทรงเครื่องงามเท่าดอกไม้นี้ดอกหนึ่ง 30แม้ว่าพระเจ้าทรงตกแต่งหญ้าที่ทุ่งนาอย่างนั้น ซึ่งเป็นอยู่วันนี้และรุ่งขึ้นต้องทิ้งในเตาไฟ โอ ผู้มีความเชื่อน้อย พระองค์จะไม่ทรงตกแต่งท่านมากยิ่งกว่านั้นหรือ”
- มัทธิว 10:29 “นกกระจาบสองตัวเขาขายบาทหนึ่งมิใช่หรือ แต่ถ้าพระบิดาของท่านไม่ทรงเห็นชอบ นกนั้นแม้สักตัวเดียวจะตกลงถึงดินก็ไม่ได้”

- การดูแลเอาใจใส่ของพระเจ้านั้นไม่ได้อยู่ที่เพียงความต้องการฝ่ายกายภาพเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความต้องการฝ่ายวิญญาณอีกด้วย
- ยอห์น 3:16-17 “16เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ 17เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก มิใช่เพื่อพิพากษาลงโทษโลก แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น”

- พระคัมภีร์ได้แสดงให้เราเห็นว่าพระเจ้าได้ทรงสำแดงความรักและความเอาใจใสที่พิเศษต่อประชากรของพระองค์ ทุกคนล้วนมีคุณค่าในสายพระเนตรของพระองค์
- สดุดี 91:14-16 “14เพราะเขาผูกพันกับเราด้วยความรัก เราจะช่วยกู้เขา เราจะป้องกันเขาไว้ เพราะเขารู้จักนามของเรา 15เมื่อเขาร้องทูลเรา เราจะตอบเขา เราจะอยู่กับเขาในยามลำบาก เราจะช่วยเขาให้พ้นและให้เกียรติเขา 16เราจะให้เขาอิ่มใจด้วยชีวิตยืนยาว และสำแดงความรอดของเราแก่เขา”

- เปาโลได้เขียนไปยังผู้เชื่อในเมืองฟิลิปปีอย่างชัดแจ้งว่า “และพระเจ้าของข้าพเจ้าจะประทานสิ่งสารพัดที่พวกท่านขาดอยู่นั้น จากทรัพย์อันรุ่งเรืองของพระองค์ในพระเยซูคริสต์” (ฟิลิปปี 4:19)
- ส่วนยอห์นก็ได้กล่าวในข้อเขียนของเขาว่า พระเจ้าทรงปรารถนาให้ประชากรของพระองค์ “มีพลานามัยสมบูรณ์” และเจริญสุขทุกประการ
- 3ยอห์น 2 “ท่านที่รัก ข้าพเจ้าอธิษฐานขอให้ท่านมีพลานามัยสมบูรณ์ และเจริญสุขทุกประการ อย่างจิตวิญญาณของท่านจำเริญอยู่นั้น”

1.3    การปกครอง (Government)

- นอกจากพระเจ้าจะทรงพิทักษ์รักษาและทรงจัดสรรจัดเตรียมสำหรับสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างแล้ว พระองค์ยังทรงปกครองโลกอีกด้วย เพราะว่าพระเจ้าทรงครอบครองอยู่ เหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์จึงเกิดขึ้นภายใต้การอนุญาตและการควบคุมดูแลของพระองค์ และพระองค์ได้ทรงแทรกแซงตามความเหมาะสมตามแผนงานแห่งการไถ่ของพระองค์
- อย่างไรก็ตาม พระเจ้าได้ทรงจำกัดฤทธิ์อำนาจและการปกครองของพระองค์ในโลกนี้ จนกว่าแผนงานแห่งการไถ่ของพระองค์จะบรรลุความสมบูรณ์
- พระคัมภีร์กล่าวว่า ซาตาน เป็น “พระของยุคนี้” และควบคุมช่วงเวลาปัจจุบันอันชั่วร้ายนี้อยู่
- 2โครินธ์ 4:4 “ส่วนคนที่ไม่เชื่อนั้น พระของยุคนี้ได้กระทำใจของเขาให้มืดไป เพื่อไม่ให้เขาได้เห็นความสว่างของข่าวประเสริฐ เรื่องพระสิริของพระคริสต์ผู้เป็นพระฉายของพระเจ้า”
- ลูกา 13:16 “ฝ่ายผู้หญิงนี้เป็นเชื้อสายของอับราฮัม ซึ่งซาตานได้ผูกมัดไว้สิบแปดปีแล้ว ไม่ควรหรือที่จะให้เขาหลุดพ้นจากเครื่องจำจองอันนี้ในวันสะบาโต"
- กาลาเทีย 1:4 “พระเยซูทรงสละพระองค์เองเพราะบาปของเราทั้งหลาย เพื่อช่วยเราให้พ้นจากยุคปัจจุบันอันชั่วร้าย ตามน้ำพระทัยพระบิดาเจ้าของเรา”
- เอเฟซัส 6:12 “เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด แต่ต่อสู้กับเทพผู้ครอง ศักดิเทพ เทพผู้ครองพิภพในโมหะความมืดแห่งโลกนี้ ต่อสู้กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ”
- ฮีบรู 2:14 “บุตรทั้งหลายร่วมสายโลหิตกันฉันใด พระองค์ก็ทรงเป็นเช่นนั้นด้วย เพื่อโดยทางความตายนั้นเอง พระองค์จะได้ทรงทำลายผู้ที่มีอำนาจแห่งความตาย คือมารเสียได้”

- กล่าวอีกมุมหนึ่งก็คือ โลกปัจจุบันนี้ไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองโดยตรงของพระเจ้า แต่อยู่ในฐานะกบฏต่อพระองค์และเป็นทาสของซาตาน
- อย่างไรก็ตาม การที่พระเจ้าทรงจำกัดฤทธิ์อำนาจของพระเจ้านี้จะเป็นแค่ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมตามพระสติปัญญาของพระองค์ พระเจ้าจะทรงทำลายซาตานและลูกสมุนที่ชั่วร้ายของมันทั้งหมด (อ่าน วิวรณ์ 19-20)

2. การจัดสรรของพระเจ้าและความทุกข์ยากของมนุษย์

• การสำแดงของพระเจ้าเกี่ยวกับการจัดสรรของพระองค์ในพระคัมภีร์ไม่ได้เป็นเพียงหลักคำสอนที่เป็นนามธรรม แต่เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวันของเราในโลกที่ชั่วร้ายและไร้ศีลธรรมนี้

2.1 ทุกคนจะมีช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากไม่ช่วงใดก็ช่วงหนึ่งของชีวิต และคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดขึ้น ก็คือคำถามว่า “ทำไม?”

- โยบ 7:17-21 “17มนุษย์เป็นอะไร พระองค์จึงทรงถือว่าเขาสำคัญนัก และที่พระองค์ใส่พระทัยเขา 18ทรงเยี่ยมเขาทุกเช้า ทรงลองดูเขาทุกขณะ 19อีกนานเท่าใดพระองค์จึงจะไม่ทรงมองข้าพระองค์หรือปล่อยข้าพระองค์แต่ลำพัง จนข้าพระองค์จะกลืนน้ำลายของตนได้ 20ข้าแต่พระองค์ผู้เฝ้ามนุษย์ ถ้าข้าพระองค์ทำบาป ข้าพระองค์ทำอะไรแก่พระองค์เล่า ทำไมพระองค์จึงทรงทำให้ข้าพระองค์เป็นเป้าหมายของพระองค์ ทำไมข้าพระองค์จึงเป็นภาระของพระองค์ 21ทำไมพระองค์ไม่ทรงประทานอภัยแก่การทรยศของข้าพระองค์และนำเอาบาปของข้าพระองค์ไปเสีย เพราะบัดนี้ข้าพระองค์จะนอนลงในผงคลีดิน พระองค์จะทรงเสาะหาข้าพระองค์ แต่ข้าพระองค์จะไม่อยู่แล้ว”
- สดุดี 10:1 “ข้าแต่พระเจ้า ไฉนพระองค์ประทับยืนอยู่ห่างไกลและทรงซ่อนพระองค์เสียในยามยากลำบาก”
- สดุดี 22:1 “พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย เหตุใด พระองค์ทรงเมินเฉยที่จะช่วยข้าพระองค์และต่อถ้อยคำคร่ำครวญของข้าพระองค์”
- สดุดี 74:11-12 “11ไฉนพระองค์จึงหดพระหัตถ์ของพระองค์เสีย คือพระหัตถ์ขวาของพระองค์ ขอทรงเหยียดพระหัตถ์จากพระทรวงของพระองค์ทำลายเขาเสีย 12ถึงกระนั้น พระเจ้า กษัตริย์ของข้าพระองค์ ทรงอยู่แต่ดึกดำบรรพ์ ทรงประกอบกิจความรอดท่ามกลางแผ่นดินโลก”
- เยเรมีย์ 14:8-9 “8ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นความหวังแห่งอิสราเอล เป็นพระผู้ช่วยของเขาในยามลำบาก ไฉนพระองค์จะทรงเป็นเหมือนแขกเมืองในแผ่นดิน หรือเหมือนคนเดินทางแวะอาศัยค้างเพียงคืนเดียว 9ไฉนพระองค์จะทรงเป็นเหมือนชายที่งันงง หรือเหมือนคนที่มีกำลังมากแต่ช่วยใครไม่ได้ ข้าแต่พระเจ้า แม้กระนั้นก็ดีพระองค์ทรงสถิตท่ามกลางข้าพระองค์ทั้งหลาย คนเขาเรียกพวกข้าพระองค์โดยพระนามของพระองค์ ขออย่าทรงละข้าพระองค์ทั้งหลายไว้เสีย”
- เยเรมีย์ 14:19 “พระองค์ทรงปฏิเสธไม่รับยูดาห์เสียทีเดียวแล้วหรือ พระทัยของพระองค์เกลียดศิโยนเสียแล้วหรือ ไฉนพระองค์ทรงเฆี่ยนตีข้าพระองค์ทั้งหลาย จนไม่มีการรักษาข้าพระองค์ให้หาย ข้าพระองค์ทั้งหลายมองหาสวัสดิภาพ แต่ไม่มีความดีมาเลย เรามองหาเวลาเยียวยา แต่ประสบความสยดสยอง”

- คำตอบของคำถามว่า “ทำไม?” อยู่ในข้อ 2.2-2.4

2.2 พระเจ้าทรงอนุญาตให้มนุษย์ได้รับผลต่อเนื่องของบาปที่เข้ามาในโลกนี้ผ่านทางการล้มลงของอาดัมและเอวา

- ตัวอย่างเช่น โยเซฟ ได้รับความทุกข์ยากหลายประการเพราะความอิจฉาและความทารุณของพี่ชาย เขาถูกพวกพี่ชายขายให้ไปเป็นทาสที่อียิปต์ (ปฐมกาล 37, 39) และขณะที่ดำเนินชีวิตด้วยความยำเกรงพระเจ้าในอียิปต์ก็ถูกกล่าวหาอย่างไม่ยุติธรรมเรื่องการทำผิดศีลธรรม ถูกนำไปขังคุก (ปฐมกาล 39) และถูกขังนานกว่าสองปี (ปฐมกาล 40:1-41:14)
- พระเจ้าอาจจะอนุญาตให้เกิดความทุกข์ยากเพราะการกระทำของมนุษย์(คนอื่น) แม้ว่าพระองค์จะสามารถแทรกแซงเหตุการณ์นั้นให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ได้
- จากตัวอย่างของชีวิตโยเซฟ เราจะเห็นได้ว่าพระเจ้าทรงทำงานผ่านทางความบาปของพี่น้องของเขาเพื่อช่วยรักษาชีวิตของพวกเขาทั้งหมด
- ปฐมกาล 45:5 “แต่บัดนี้อย่าเสียใจไปเลย อย่าโกรธตัวเองที่ขายเรามาที่นี่ เพราะว่าพระเจ้าทรงใช้เราให้มาก่อนหน้าพี่ เพื่อจะได้ช่วยชีวิต”
- ปฐมกาล 50:20 “พวกท่านคิดร้ายต่อเราก็จริง แต่ฝ่ายพระเจ้าทรงดำริให้เกิดผลดีอย่างที่บังเกิดขึ้นนี้แล้ว  คือช่วยชีวิตคนเป็นอันมาก”

2.3 ไม่เพียงแต่ความบาปของคนอื่นที่ทำให้เรารับผลต่อเนื่องของบาป แต่เรายังต้องรับผลต่อเนื่องของบาปที่ตัวเราเองได้กระทำอีกด้วย

- ตัวอย่างเช่น ความบาปของการทำผิดศีลธรรมและการล่วงประเวณีมักจะทำลายชีวิตแต่งงานและครอบครัวของคนๆ นั้น
- ความบาปของความโกรธที่ไม่มีการยับยั้งชั่งใจต่อบุคคลอื่นจะนำไปสู่การบาดเจ็บที่รุนแรงหรืออาจจะถึงความตายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย
- ความบาปของความโลภก็อาจส่งผลให้ต้องถูกจำคุกสำหรับคนที่ขโมยของหรือทุจริตยักยอก

2.4 ความทุกข์ยากยังเกิดขึ้นจากการกระทำของมารอีกด้วย

- มารทำให้ใจของคนที่ยังไม่เชื่อมืดบอดและควบคุมชีวิตของเขา
- 2โครินธ์ 4:4 “ส่วนคนที่ไม่เชื่อนั้น พระของยุคนี้ได้กระทำใจของเขาให้มืดไป  เพื่อไม่ให้เขาได้เห็นความสว่างของข่าวประเสริฐ เรื่องพระสิริของพระคริสต์ผู้เป็นพระฉายของพระเจ้า”
- เอเฟซัส 2:1-3 “1พระองค์ทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายมีชีวิตอยู่ แม้ว่าท่านตายแล้วโดยการละเมิดและการบาป 2ครั้งเมื่อก่อนท่านเคยประพฤติในการบาปนั้นตามวิถีของโลก ตามเจ้าแห่งย่านอากาศ คือวิญญาณที่ครอบครองอยู่ในคนทั้งหลายที่ไม่เชื่อฟัง 3เมื่อก่อนเราทั้งปวงเคยประพฤติเป็นพรรคพวกกับคนเหล่านั้น ที่ประพฤติตามตัณหาของเนื้อหนัง คือกระทำตามความปรารถนาของเนื้อหนังและความคิดในใจ ตามสันดานเราจึงเป็นคนควรแก่พระอาชญาเหมือนอย่างคนอื่น”

- มีตัวอย่างมากมายในพระคัมภีร์ใหม่เกี่ยวกับคนที่ประสบความทุกข์ยากเพราะผีปิศาจที่ได้ทรมานพวกเขาพร้อมกับความทุกข์ทรมานทางจิตใจ (มาระโก 5:1-14) หรือความเจ็บป่วยทางร่างกาย
- มัทธิว 9:32-33 “32ขณะเมื่อพระเยซูและสานุศิษย์กำลังเสด็จออกไปจากที่นั่น ก็มีผู้พาคนใบ้คนหนึ่งที่มีผีเข้าสิงอยู่มาหาพระองค์ 33เมื่อทรงขับผีออกแล้วคนใบ้นั้นก็พูดได้ หมู่คนก็อัศจรรย์ใจพูดกันว่า "ไม่เคยเห็นมีคนเช่นนี้ในอิสราเอลเลย"
- มัทธิว 12:22 “ขณะนั้นเขาพาคนหนึ่งมีผีเข้าสิงอยู่ ทั้งตาบอดและเป็นใบ้มาหาพระองค์ พระองค์ทรงรักษาให้หาย คนใบ้นั้นจึงพูดจึงเห็น”
- มาระโก 9:14-22 “14เมื่อพระองค์ได้เสด็จมายังเหล่าสาวก ก็เห็นประชาชนเป็นอันมากอยู่ล้อมรอบเขา และพวกธรรมาจารย์กำลังซักไซ้ไล่เลียงเขาอยู่ 15ในทันใดนั้น เมื่อประชาชนเห็นพระองค์ก็ประหลาดใจนัก จึงวิ่งเข้ามาเคารพพระองค์ 16พระองค์จึงตรัสถามเขาทั้งหลายว่า "ท่านซักไซ้ไล่เลียงกับเขาด้วยข้อความอันใด" 17มีคนหนึ่งในหมู่ประชาชนทูลตอบพระองค์ว่า "อาจารย์เจ้าข้า ข้าพเจ้าได้พาบุตรชายของข้าพเจ้ามาหาท่านเพราะผีใบ้เข้าสิง 18เด็กจะอยู่ที่ไหนๆ พอผีสำแดงมันก็ทำให้ล้มชักดิ้นไป มีอาการน้ำลายฟูมปากและขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแล้วตัวแข็ง ข้าพเจ้าได้ขอเหล่าสาวกของท่านให้ขับผีนั้นออกเสีย แต่เขาขับให้ออกไม่ได้" 19พระองค์จึงตรัสแก่คนนั้นว่า "โอ คนในยุคที่ขาดความเชื่อ เราจะต้องอยู่กับเจ้านานเท่าใด เราจะต้องอดทนเพราะเจ้าไปถึงไหน จงพาเด็กนั้นมาหาเราเถิด" 20เขาก็พาเด็กนั้นมาหาพระองค์ และเมื่อเห็นพระองค์แล้ว ในทันใดนั้น ผีนั้นจึงทำให้เขาชัก ล้มลงกลิ้งเกลือกที่ดิน มีน้ำลายฟูมปาก 21พระองค์จึงตรัสถามบิดานั้นว่า "เป็นอย่างนี้มานานสักเท่าไร" บิดาทูลตอบว่า "ตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆ มา 22และผีก็ทำให้เด็กตกในไฟ และในน้ำบ่อยๆ หมายจะฆ่าเสียให้ตาย แต่ถ้าท่านสามารถช่วยได้ขอท่านโปรดกรุณาเถิด”
- ลูกา 13:11 “และมีหญิงคนหนึ่งซึ่งมีผีเข้าสิงทำให้เป็นโรคสิบแปดปีมาแล้ว หลังโกง ยืดตัวขึ้นไม่ได้เลย”
- ลูกา 13:16 “ฝ่ายผู้หญิงนี้เป็นเชื้อสายของอับราฮัม ซึ่งซาตานได้ผูกมัดไว้สิบแปดปีแล้ว ไม่ควรหรือที่จะให้เขาหลุดพ้นจากเครื่องจำจองอันนี้ในวันสะบาโต”

• การที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้เกิดความทุกข์ยากไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดสิ่งเลวร้ายในชีวิตของเรา หรือเป็นผู้สั่งให้สิ่งไม่ดีเกิดขึ้นกับชีวิตของเราแต่ละคน
• พระคัมภีร์กล่าวว่า พระเจ้าไม่ได้เป็นผู้ที่ทำให้เกิดสิ่งชั่วร้ายหรือความอธรรม
• ยากอบ 1:13 “เมื่อผู้ใดถูกล่อให้หลง อย่าให้ผู้นั้นพูดว่า "พระเจ้าทรงล่อข้าพเจ้าให้หลง" เพราะว่าความชั่วจะมาล่อพระเจ้าให้หลงไม่ได้ และพระองค์เองก็ไม่ทรงล่อผู้ใดให้หลงเลย”

• อย่างไรก็ตาม พระเจ้าเป็นผู้ทรงอนุญาตให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง ทรงนำและใช้อำนาจเหนือมันเพื่อทำให้น้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จ เพื่อทำให้แผนงานแห่งการไถ่ของพระองค์สำเร็จ และนำมาซึ่งผลดีต่อผู้ที่สัตย์ซื่อต่อพระองค์ นั่นคือพระเจ้าทรงใช้ความทุกข์ยากเป็นเครื่องมือของพระองค์ได้เพื่อให้เกิดผลดีในที่สุด
• โรม 8:28 “เรารู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์”

3. ความสัมพันธ์ของเราต่อการจัดสรรของพระเจ้า

• ในการที่เราจะรับประสบการณ์แห่งการจัดสรรของพระเจ้าในชีวิต พระคัมภีร์ได้ให้หลักการที่เป็นความรับผิดชอบของเราหรือเป็นส่วนที่เราต้องทำ ดังต่อไปนี้

3.1 เราต้องเชื่อฟังพระเจ้าและการสำแดงของพระองค์

- ตัวอย่างเช่น โยเซฟ ที่เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเขาได้ดำเนินชีวิตอย่างถวายเกียรติพระเจ้าในการเชื่อฟังพระองค์ พระเจ้าจึงให้เกียรติเขาด้วยการทรงอยู่กับเขา
- ปฐมกาล 39:2-3 “2พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับโยเซฟ โยเซฟจึงเจริญรวดเร็ว เขาอยู่ในบ้านคนอียิปต์นายของเขา 3นายก็เห็นว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับโยเซฟ และพระเจ้าทรงโปรดให้การงานทุกอย่างที่กระทำเจริญขึ้นมากในมือของโยเซฟ”
- ปฐมกาล 39:21 “แต่ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับโยเซฟ และทรงสำแดงความรักมั่นคงแก่เขา ทรงโปรดให้พัศดีเมตตาปรานีเขา”
- ปฐมกาล 39:23 “พัศดีไม่ได้เอาใจใส่การงานใดๆ ที่โยเซฟดูแล เพราะเหตุพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับท่านและการงานใดๆ ที่ท่านกระทำพระเจ้าก็ทรงโปรดให้เจริญ”

- ในทำนองเดียวกัน พระเยซูคริสต์ก็ทรงมีประสบการแห่งการปกป้องจากพระเจ้าเมื่อครั้งกษัตริย์เฮโรดสั่งให้ประหารทารกชายชาวยิว พ่อแม่ของพระองค์ในฝ่ายกายภาพได้เชื่อฟังพระเจ้าและหนีไปยังอียิปต์
- มัทธิว 2:13-14 “13ครั้นเขาไปแล้วก็มีทูตองค์หนึ่งของพระเป็นเจ้า ได้มาปรากฏแก่โยเซฟในความฝันแล้วบอกว่า "จงลุกขึ้นพากุมารกับมารดาหนีไปประเทศอียิปต์ และคอยอยู่ที่นั่นจนกว่าเราจะบอกเจ้า เพราะว่าเฮโรดจะแสวงหากุมาร เพื่อจะประหารชีวิตเสีย" 14ในเวลากลางคืนโยเซฟจึงลุกขึ้น พากุมารกับมารดาไปยังประเทศอียิปต์”

- ผู้ที่ยำเกรงพระเจ้าและยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางในชีวิตของเขาจะเป็นผู้ที่ได้รับพระสัญญาว่าพระองค์จะกระทำให้วิถีของเราราบรื่น
- สุภาษิต 3:5-7 “5จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง 6จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า และพระองค์จะทรงกระทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น 7อย่าคิดว่าตนฉลาด จงยำเกรงพระเจ้า และหันจากความชั่วร้าย”

3.2 เราจึงต้องรักษาชีวิตให้อยู่ในน้ำพระทัยของพระเจ้าอยู่เสมอในการรับใช้พระองค์และรับใช้ผู้อื่นในพระนามของพระองค์

- ในการจัดสรรของพระเจ้า พระองค์ทรงจัดการสิ่งเหล่านี้ให้กับคริสตจักรและกับเราแต่ละคนเป็นการส่วนตัวในฐานะที่เราเป็นผู้รับใช้ของพระองค์
- ตัวอย่างเช่น เปาโล เป็นผู้ที่รักษาชีวิตให้อยู่ในน้ำพระทัยพระเจ้าเสมอในฐานะผู้รับใช้ของพระองค์
- กิจการ 18:9-10 “9และองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสกับเปาโลทางนิมิต ในคืนหนึ่งว่า "อย่ากลัวเลย แต่จงกล่าวต่อไป อย่านิ่งเสีย 10เพราะว่าเราอยู่กับเจ้าและจะไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดอาจต่อสู้ทำร้ายเจ้า ด้วยว่าคนของเราในนครนี้มีมาก"
- กิจการ 23:11 “ในเวลากลางคืนวันนั้นเอง องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงยืนอยู่กับเปาโลตรัสว่า "เจ้าจงมีใจกล้าเถิด เพราะว่าเจ้าได้เป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็มฉันใด เจ้าจะต้องเป็นพยานในกรุงโรมฉันนั้น”
- กิจการ 26:15-18 “15ข้าพระบาททูลถามว่า "พระเจ้าข้า พระองค์ทรงเป็นผู้ใด" พระองค์จึงตรัสว่า "เราคือเยซูซึ่งเจ้าข่มเหงนั่นแหละ 16แต่ว่าจงลุกขึ้นยืนเถิด ด้วยว่าเราได้ปรากฏแก่เจ้าเพื่อจะตั้งเจ้าไว้ให้เป็นผู้รับใช้ และเป็นพยานถึงเหตุการณ์ซึ่งเจ้าเห็น และถึงเหตุการณ์ที่เราจะสำแดงตัวเราเอง แก่เจ้าในเวลาภายหน้า 17เราจะช่วยเจ้าให้พ้นจากชนชาตินี้ และจากคนต่างชาติที่เราจะใช้เจ้าไปหานั้น 18เพื่อจะให้เจ้าเบิกตาของเขา เพื่อเขาจะกลับจากความมืดมาถึงความสว่าง และจากอำนาจของซาตานมาถึงพระเจ้า เพื่อเขาจะได้รับการยกโทษความบาปผิดของเขา และให้ได้รับที่ซึ่งจะได้ด้วยกันกับคนทั้งหลาย ซึ่งถูกชำระให้เป็นผู้ชอบธรรมแล้วโดยความเชื่อในเรา"
- กิจการ 27:22-24 “22บัดนี้ข้าพเจ้าขอเตือนท่านทั้งหลายให้ทำใจดีๆ ไว้ ด้วยว่าในพวกท่านจะไม่มีผู้ใดเสียชีวิต จะเสียก็แต่เรือเท่านั้น 23เพราะว่าเมื่อคืนนี้เอง ทูตองค์หนึ่งของพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของของข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าได้ปรนนิบัติได้มายืนอยู่ใกล้ข้าพเจ้า 24ทูตนั้นกล่าวว่า "เปาโลเอ๋ย อย่ากลัวเลย เจ้าจะต้องเข้าเฝ้าซีซาร์ ส่วนคนทั้งปวงที่อยู่ในเรือกับเจ้านั้น ดูเถิด พระเจ้าจะทรงโปรดให้รอดตาย เพราะอำนวยตามคำเจ้า”

3.3 เราต้องรักพระเจ้าและยอมจำนนต่อพระองค์โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์หากเราปรารถนาผลดีทุกสิ่งในชีวิตของเรา

- โรม 8:28 “เรารู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์”

3.4 เมื่อเราเผชิญความทุกข์ยากลำบาก(ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือจิตใจ) เราต้องอธิษฐานต่อพระเจ้าอย่างไม่ลดละเพื่อรับประสบการณ์การช่วยเหลือจากพระองค์

- โดยการอธิษฐานและความไว้วางใจ เราจะได้รับประสบการณ์แห่งสันติสุข กำลัง พระเมตตา พระคุณ และการช่วยเหลือจากพระองค์ในยามที่เราต้องการ
- ฟิลิปปี 4:6-7 “6อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆ เลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ 7แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์”
- เอเฟซัส 3:16 “ขอให้พระองค์ทรงโปรดประทานกำลังเรี่ยวแรงมากฝ่ายจิตใจแก่ท่าน โดยเดชพระวิญญาณของพระองค์ตามความไพบูลย์แห่งพระสิริของพระองค์”
- ฟิลิปปี 4:13 “ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า”
- ฮีบรู 4:16 “ฉะนั้นขอให้เราทั้งหลาย จงมีใจกล้าเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณ เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา  และจะได้รับพระคุณที่จะช่วยเราในขณะที่ต้องการ”

- คำอธิษฐานด้วยความเชื่อนั้นสามารถเป็นทั้งคำอธิษฐานของเราเองและคำอธิษฐานของผู้อื่นเพื่อเราด้วยก็ได้ (หรือคำอธิษฐานของเราเพื่อผู้อื่น)
- โรม 15:30-32 “30พี่น้องทั้งหลาย โดยพระเยซูคริสต์พระผู้เป็นเจ้าของเรา และโดยความรักของพระวิญญาณ ข้าพเจ้าวิงวอนขอให้ท่านช่วยอธิษฐานพระเจ้าด้วยใจร้อนรนเพื่อข้าพเจ้า 31เพื่อให้ข้าพเจ้าพ้นจากมือของคนในประเทศยูเดียที่ไม่เชื่อ และเพื่อให้การปรนนิบัติเนื่องด้วยผลทาน ซึ่งข้าพเจ้านำไปยังกรุงเยรูซาเล็ม เป็นที่พอใจของธรรมิกชน 32เพื่อข้าพเจ้าจะได้มาหาท่านตามชอบพระทัยพระเจ้า ด้วยความชื่นชมยินดี และมีความเบิกบานแจ่มใสที่ได้พบท่าน”
- โคโลสี 4:3 “และอธิษฐานเผื่อเราด้วย เพื่อพระเจ้าจะได้ทรงโปรดเปิดประตูไว้ให้เราสำหรับพระวาทะนั้น ให้เรากล่าวความล้ำลึกของพระคริสต์ (ที่ข้าพเจ้าถูกจำจองอยู่ก็เพราะเหตุนี้)”

ขอให้พระเกียรติจงมีแด่พระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว
ไม่สงวนลิขสิทธิ์โดย Christian CMU (คริสเตียน มช.)

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2009 เวลา 13:51 น.