|
บทเรียนพระคัมภีร์ เรื่อง คริสเตียนกับการแช่งสาป โดย Webmaster ของ www.christiancmu.com คำนำ - คำว่า “การแช่งสาป” เป็นคำที่มาจากภาษาฮีบรูหลายคำ ได้แก่ 'alah (อาลาห์)(กดว. 5:21,23,27, ฯลฯ), me'erah (เมเอร่อ) (สภษ. 3:33; มลค. 2:2, ฯลฯ), qelalah (เคลอาล่อ)(ปฐก. 27:12-13); และจากภาษากรีกว่า katara (คาอารา)(กท. 3:10,13) ซึ่งคำเหล่านี้บางคำก็เป็นคำนาม บางคำก็เป็นคำกริยา บางคำก็มีคำพ้องที่มีความหมายคล้ายคลึงกันอยู่หลายคำ แตกต่างกันแต่เพียงระดับของความรุนแรง - มีตัวอย่างของการแช่งสาปมากมายในพระคัมภีร์ เช่น พระเจ้าทรงสาปแช่งงูที่ล่อลวงเอวา(ปฐก.3:14) สาปแช่งคาอินที่ฆ่าน้องชายของตนเอง(ปฐก.4:11) พระองค์ทรงสัญญาอับราฮัมว่าจะทรงสาปคนที่สาปแช่งเขา(ปฐก.12:3) หรือเราได้เห็นตัวอย่างที่คนของพระเจ้าทำการสาปแช่ง เช่น โนอาห์สาปแช่งคานาอัน(ปฐก.9:25) อิสอัคแช่งสาปทุกคนที่สาปแช่งยาโคบ(ปฐก.27:29) ผู้พยากรณ์บาลาอัมถูกจ้างโดยบาลาคกษัตริย์ของโมอับให้สาปแช่งคนอิสราเอล(กดว.22-24) โกลิอัท “แช่งด่าดาวิด ออกนามพระของตน”(1ซมอ.17:43) เป็นต้น - เราจะเห็นว่ามีการแช่งสาปในหลายเหตุการณ์และหลายลักษณะ ซึ่งเราจะได้ดูหลักการพระคัมภีร์ทั้งหมดว่าการแช่งสาปนั้นเกี่ยวข้องกับคริสเตียนอย่างไร
เนื้อหาบทเรียน 1. นิยามของการแช่งสาป • เราสามารถให้ความหมายของการแช่งสาปได้ว่า “การอธิษฐานขอ(อาจจะต่อพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ที่ผู้ทำการแช่งสาปเชื่อ) ความเสียหาย ภัยอันตราย ความทุกข์ยาก ให้เกิดขึ้นกับบางคน” • ปฐมกาล 9:25 (โนอาห์)จึงพูดว่า "คานาอันจงถูกแช่ง ให้เป็นทาสแสนเลวของพี่น้อง" • ปฐมกาล 27:29 “ขอให้ชนชาติทั้งหลายรับใช้เจ้า ขอให้ประชาชาติกราบไหว้เจ้า ขอให้เป็นเจ้านายเหนือพี่น้อง และบุตรชายมารดาของเจ้ากราบไหว้เจ้า ผู้ใดแช่งสาปเจ้าก็ขอให้ผู้นั้นถูกสาป และผู้ใดอวยพรเจ้าก็ขอให้ผู้นั้น ได้รับพร" • การแช่งสาปในสมัยพระคัมภีร์ ไม่เหมือนการด่าทอกันด้วยภาษาหยาบคายดังที่คนบาปในยุคปัจจุบันทำกัน การแช่งสาปในสมัยพระคัมภีร์เป็นที่ถือกันว่ามีอำนาจเหนือชีวิตของคนที่ถูกแช่ง จนสิ่งร้ายที่แช่งด่านั้นต้องเกิดขึ้นแก่เขาอย่างแน่นอน • กดว.22:6 “ขอเชิญมาเถิด ขอสาปแช่งชนชาตินี้ให้แก่ข้าพเจ้า เพราะเขาเข้มแข็งกว่าข้าพเจ้ามาก ชะรอยข้าพเจ้าจะสามารถรบชนะเขาและขับไล่เขาออกไปจากแผ่นดินของข้าพเจ้าได้ เพราะข้าพเจ้าทราบอยู่ว่า ถ้าท่านอวยพรแก่ผู้ใดผู้นั้นจะเป็นไปตามพรนั้น และท่านสาปแช่งผู้ใดผู้นั้นก็ถูกสาปแช่ง" – บาลาคเชื่อว่าหากบาลาอัมสาปแช่งอิสราเอล จะช่วยให้โมอับรบชนะ
2. การแช่งสาปของพระเจ้ากับการแช่งสาปของมนุษย์ • การแช่งสาปของพระเจ้าแตกต่างจากการแช่งสาปของมนุษย์ เมื่อพระเจ้าแช่งสาปผู้ใดหรือสิ่งใดนั่นคือการกล่าวโทษต่อผู้นั้นหรือสิ่งนั้นและเขาต้องถูกพิพากษา ซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน กล่าวโดยสรุปคือเป็นการลงโทษความบาปนั่นเอง • ปฐก.3:14 “พระเจ้าจึงตรัสแก่งูว่า "เพราะเหตุที่เจ้าทำเช่นนี้ เจ้าจะต้องถูกสาปแช่งมากกว่า สัตว์ใช้งานและสัตว์ป่าทั้งปวง จะต้องเลื้อยไปด้วยท้อง จะต้องกินผงคลีดินจนตลอดชีวิต” • สภษ.3:33 “คำสาปของพระเจ้าอยู่บนเรือนของคนชั่วร้าย แต่พระองค์ทรงอำนวยพระพรแก่ที่อาศัยของคนชอบธรรม” • ดนล.9:11 “เออ อิสราเอลทั้งผองได้กระทำผิดต่อธรรมบัญญัติของพระองค์ และได้หันไปเสียไม่เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์ และการสาปแช่งและการปฏิญาณ ซึ่งจารึกไว้ในธรรมบัญญัติของโมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้า จึงถูกเทลงเหนือข้าพระองค์ทั้งหลาย เพราะว่าข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระองค์” • มัทธิว 25:41 “พระองค์จะตรัสกับบรรดาผู้ที่อยู่เบื้องซ้ายพระหัตถ์ของพระองค์ว่า ‘ท่านทั้งหลายผู้ต้องแช่งสาปจงถอยไปจากเรา เข้าไปอยู่ในไฟซึ่งไหม้อยู่เป็นนิตย์ ซึ่งเตรียมไว้สำหรับมารร้ายและสมุนของมันนั้น’” • ฮีบรู 6:7-8 “7ด้วยว่าพื้นแผ่นดินแห่งใดที่ได้รับน้ำฝนอยู่เสมอ และเกิดมีพืชผักขึ้นให้ประโยชน์แก่คนทั้งหลาย ก็ได้รับพระพรจากพระเจ้า 8แต่ถ้าพื้นดินนั้นมีต้นหนามใหญ่และหนามย่อยเกิดขึ้น ก็ไร้ค่าจนเกือบจะถูกแช่งสาป แล้วในที่สุดก็จะถูกเผาไฟ” • ส่วนการสาปแช่งของมนุษย์(ผู้เชื่อ)นั้นเป็นไปในลักษณะของคำพยากรณ์ ไม่มีความเป็นสากล เกี่ยวข้องเฉพาะกับผู้ที่ถูกกล่าวถึงเท่านั้น ซึ่งหมายถึงว่าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามการตอบสนองของผู้ที่เกี่ยวข้องในการแช่งสาปนั้น เช่นเมื่อโนอาห์สาปแช่งคานาอันและพงศ์พันธุ์ของเขาว่าให้เป็นทาส แต่ต่อมาเมื่อนางราหับชาวคานาอันได้หันกลับมาหาพระเจ้า ก็ได้รับการอวยพรและได้เป็นบรรพบุรุษคนหนึ่งของกษัตริย์ดาวิด • มัทธิว 1:5 “สัลโมนมีบุตรชื่อโบอาสเกิดจากนางราหับ โบอาสมีบุตรชื่อโอเบดเกิดจากนางรูธ โอเบดมีบุตรชื่อเจสซี” – เจสซีเป็นบิดาของดาวิด • ฮีบรู 11:31 “เพราะความเชื่อ ราหับหญิงแพศยาจึงมิได้พินาศไปพร้อมกับคนเหล่านั้นที่มิได้เชื่อ เพราะนางได้ต้อนรับคนสอดแนมเป็นอย่างดี”
• หรือเมื่อครั้งโยชูวาสาปแช่งเรื่องการสร้างเมืองเยรีโคขึ้นใหม่ คำสาปแช่งนี้จะบังเกิดผลก็ต่อเมื่อมีคนสร้างเมืองขึ้นเท่านั้น • โยชูวา 6:26 “ในคราวนั้นโยชูวาให้คนทั้งหลายสาบานว่า ผู้ใดที่ลุกขึ้นสร้างเมืองนี้ใหม่คือเมืองเยรีโค ก็ให้ผู้นั้นได้รับคำสาปแช่งเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าผู้ใดวางรากลงก็ให้ผู้นั้นเสียบุตรหัวปี ผู้ใดตั้งประตูเมืองขึ้นก็ให้เสียบุตรสุดท้อง” • สำเร็จใน 1พงศ์กษัตริย์ 16:34 “ในรัชกาลของพระองค์ฮีเอลชาวเบธเอลได้สร้างเมืองเยรีโค ท่านได้วางรากเมืองนั้นโดยต้องเสียอาบีรัมบุตรหัวปีของท่าน และตั้งประตูเมืองโดยต้องเสียเสกุบบุตรสุดท้องของท่านตามพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งพระองค์ตรัสโดยโยชูวาบุตรนูน”
3. คริสเตียนกับการแช่งสาป • ดังที่กล่าวไปแล้วว่า การพิพากษาลงโทษของพระเจ้าต่อคนที่ไม่เชื่อฟังพระองค์ เรียกว่า การแช่งสาป ซึ่งตรงกันข้ามกับการตอบสนองพระองค์ด้วยการเชื่อฟังจะได้รับสิ่งที่เรียกว่า พระพร • เฉลยธรรมบัญญัติ 30:19 "ข้าพเจ้าขออัญเชิญสวรรค์และโลกให้เป็นพยานต่อท่านในวันนี้ว่า ข้าพเจ้าตั้งชีวิตและความตาย พระพรและคำสาปแช่งไว้ต่อหน้าท่าน เพราะฉะนั้นท่านจงเลือกเอาข้างชีวิตเพื่อท่านและลูกหลานของท่านจะได้มีชีวิตอยู่” • เปาโลได้สรุปว่าโดยทางธรรมบัญญัติแล้วไม่มีมนุษย์ผู้ใดที่จะรอดพ้นการแช่งสาปของพระเจ้าได้ เพราะมนุษย์เป็นคนบาป ไม่สามารถทำตามได้ครบถ้วนทุกข้อ • กาลาเทีย 3:10 "เพราะว่าคนทั้งหลายซึ่งพึ่งการประพฤติตามธรรมบัญญัติ ก็ถูกแช่งสาป เพราะพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า ทุกคนที่มิได้ประพฤติตามข้อความทุกข้อ ที่เขียนไว้ในหนังสือธรรมบัญญัติก็ถูกแช่งสาป" • แต่โดยทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ผู้เชื่อได้ไม่อยู่ภายใต้การแช่งสาปของธรรมบัญญัติอีกต่อไป เพราะพระคริสต์รับการแช่งสาปแทนเขาแล้ว • กาลาเทีย 3:13 “พระคริสต์ทรงไถ่เราให้พ้นความแช่งสาปแห่งธรรมบัญญัติ โดยการที่พระองค์ทรงยอมถูกแช่งสาปเพื่อเรา (เพราะพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า ทุกคนที่ต้องถูกแขวนไว้บนต้นไม้ต้องถูกสาปแช่ง)"
• จึงสามารถกล่าวโดยสรุปได้ว่า คริสเตียนไม่อยู่ภายใต้การแช่งสาปใดๆ อีกต่อไป เพราะพระเจ้าผู้ทรงอำนาจสูงสุดทรงไถ่เราจากการแช่งสาปแล้ว หากผู้ใดอ้างเรื่องการแช่งสาปเหนือชีวิตคริสเตียนเท่ากับผู้นั้นอ้างสิทธิอำนาจของตนสูงกว่าพระเจ้า -พูดง่ายๆ คือ พระเจ้ายังไม่แช่งเราเลย มนุษย์เป็นใครจะมาแช่งเราได้
ขอให้พระเกียรติทั้งสิ้นจงมีแด่พระเจ้า ไม่สงวนลิขสิทธิ์โดย Christian CMU (คริสเตียน มช.)
|