Home บทเรียนพระคัมภีร์ บทเรียนพระคัมภีร์_จริยธรรมคริสเตียน

Member Login



Search

Who's online?

เรามี 11 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday91
mod_vvisit_counterYesterday192
mod_vvisit_counterThis week91
mod_vvisit_counterLast week1372
mod_vvisit_counterThis month3669
mod_vvisit_counterLast month4823
mod_vvisit_counterAll days120270
สมาชิก : 409
Content : 174
เว็บลิงก์ : 11
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 150460

Art Clock

เวลาประเทศไทย

Biblical Image

picture of slaves making bricks from an egyptian .gif
พันธกิจมานาประจำวัน
อาหารฝ่ายวิญญาณสำหรับคุณ...วันต่อวัน
ท่านชอบอะไรในเว็บของเรามากที่สุด
 

บทความที่คล้ายคลึงกัน

Guitar Chords

Guitar Chords


ลงโฆษณาบนเว็บ

สนใจประชาสัมพันธ์สินค้าคริสเตียนบนเว็บ เช่น หนังสือ VCD DCD ของที่ระลึก ฯลฯ

ติดต่อที่ christiancmu@gmail.com

บทเรียนพระคัมภีร์_จริยธรรมคริสเตียน PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Webmaster   
วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2009 เวลา 12:12 น.
บทเรียนพระคัมภีร์
เรื่อง จริยธรรมคริสเตียน
ตอนที่ 1/3 ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับจริยธรรมคริสเตียน
โดย Webmaster ของ www.christiancmu.com

คำนำ
- คำว่า “จริยธรรม” (Ethics) มีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ว่า “ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ, ศีลธรรม, กฎศีลธรรม” ซึ่งสรุปได้ว่า จริยธรรม เป็นหลักหรือกฎเกณฑ์ในการปฏิบัติ
- เมื่อศึกษาคำว่า “จริยธรรม” ก็จะมีคำอีกคำหนึ่งมาพร้อมกันคือคำว่า “ศีลธรรม” (Morals) ซึ่งมีความหมายตามพจนานุกรมฉบับเดียวกันว่าหมายถึง “ความประพฤติที่ดีที่ชอบ, ศีลและธรรม, ธรรมในระดับศีล” ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ศีลธรรมคือการตอบสนองต่อหลักจริยธรรมนั่นเอง
- ในฐานะที่เราเป็นคริสเตียน เราต้องดำเนินชีวิตอยู่ในมาตรฐานจริยธรรมที่ถูกต้อง เพราะสิ่งนี้สะท้อนความเติบโตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงชีวิตจากพระเจ้าหลังจากที่เรากลับใจต้อนรับพระเยซูคริสต์
- อย่างไรก็ตาม มาตรฐานทางจริยธรรมของคริสเตียนนั้นไม่ใช่มาตรฐานเดียวกับคนที่ไม่รู้จักพระเจ้า เพราะหลักจริยธรรมของคริสเตียนนั้นสะท้อนพระลักษณะของพระเจ้า ซึ่งต่อไปนี้เราจะเรียกว่า “จริยธรรมคริสเตียน” ซึ่งเป็นหัวข้อหลักของบทเรียนนี้ทั้ง 3 ตอน

เนื้อหาบทเรียนตอนที่ 1/3

1. ความหมายทั่วไปของ “จริยธรรมคริสเตียน”

ความหมายทั่วไปของ “จริยธรรมคริสเตียน” คือ การดำเนินชีวิตในความชอบธรรม ทำในสิ่งที่ถูกต้องและละเว้นจากสิ่งชั่วร้าย ตามน้ำพระทัยของพระเจ้า
• จริยธรรมคริสเตียน จึงไม่ใช่ทฤษฎีหรือความคิดของมนุษย์ แต่เป็นการสำแดงความจริงของพระเจ้าต่อเราว่าอะไรถูกต้องและอะไรผิด
• ในพระคัมภีร์เดิม พระเจ้าทรงตรัสว่า พระองค์ทรงเรียกประชากรของพระองค์ให้เป็นผู้บริสุทธิ์
• เลวีนิติ 11:45 “เพราะเราคือพระเจ้าผู้นำเจ้าออกจากแผ่นดินอียิปต์ เพื่อเป็นพระเจ้าของเจ้า เพราะฉะนั้นเจ้าจึงต้องบริสุทธิ์ เพราะเราบริสุทธิ์”
• พระคัมภีร์ใหม่ได้กล่าวสิ่งที่คล้ายคลึงกันนี้ใน มัทธิว 5:48
• มัทธิว 5:48 “เหตุฉะนี้ท่านทั้งหลายจงเป็นคนดีรอบคอบ เหมือนอย่างพระบิดาของท่าน ผู้ทรงสถิตในสวรรค์เป็นผู้ดีรอบคอบ”
• ดังนั้น เราจึงกล่าวได้ว่า จริยธรรมคริสเตียน คือการดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยของพระเจ้านั่นเอง

2. ความหมายเจาะจงของ “จริยธรรมคริสเตียน”  

• สำหรับคริสเตียนแล้ว มาตรฐานสูงสุดของจริยธรรมคือพระเยซูคริสต์และคำสอนของพระองค์

อธิบายเพิ่มเติม
• ในพระคัมภีร์เดิม เมื่อพระเจ้าทรงเรียกชนชาติอิสราเอลให้เป็นประชากรของพระองค์นั้น พระองค์ได้ทรงประทานธรรมบัญญัติให้เป็นมาตรฐานแห่งความบริสุทธิ์และความชอบธรรมในการดำเนินชีวิตติดตามพระองค์ และธรรมบัญญัตินี้เองที่เป็นน้ำพระทัยที่พระเจ้าได้ทรงสำแดงแก่ประชากรของพระองค์
• อย่างไรก็ตาม พระเจ้าได้ทรงประทานธรรมบัญญัติภายใต้บริบทของพระคุณ พระเจ้าทรงประทานบัญญัติ 10 ประการให้แก่อิสราเอลผ่านทางโมเสสที่ภูเขาซีนาย หลังจากที่พวกเขาได้เป็นประชากรของพระองค์โดยพระคุณแล้ว นั่นคือพระคุณมาก่อนธรรมบัญญัติ (ดังนั้น จึงไม่มีการแบ่งยุคในพระคัมภีร์ เหมือนอย่างที่หลายคนเข้าใจกันว่ามี   2 ยุค คือพระคัมภีร์เดิมเป็นยุคธรรมบัญญัติ และพระคัมภีร์ใหม่เป็นยุคพระคุณ)
• ความจริงนี้ ได้เกิดขึ้นต่อเนื่องในพระคัมภีร์ใหม่ เมื่อพระเยซูทรงสอนหลักจริยธรรมตามพระคัมภีร์(จริยธรรมคริสเตียน) ในคำเทศนาบนภูเขา พระองค์เริ่มต้นด้วยเรื่อง “ผู้เป็นสุข” ซึ่งได้เตือนให้เหล่าสาวกของพระองค์ระลึกว่าพระคุณของพระเจ้ามาก่อนคำสั่ง(หรือธรรมบัญญัติ)ของพระองค์ (มัทธิว 5:3-12)
• ความสัมพันธ์ระหว่างความต้องการของพระเจ้า(ธรรมบัญญัติ)กับพระคุณของพระองค์ แสดงให้เราเห็นว่าจริยธรรมตามพระคัมภีร์(หรือจริยธรรมคริสเตียน) นั้นอยู่ภายใต้สิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำให้แก่ประชากรของพระองค์แล้ว – นั่นคือพระคุณมาก่อนธรรมบัญญัติ เช่นเดียวกันกับที่เราได้เห็นกันในจดหมายฝากฉบับต่างๆ ในพระคัมภีร์ใหม่ ว่าหลักคำสอนมาก่อนหลักจริยธรรม (นั่นคือคำสอนของพระเจ้าเป็นที่มาของจริยธรรมคริสเตียน)
• เราจึงกล่าวได้ว่า การประพฤติที่ถูกต้องเป็นผลผลิตของพระคุณ – นั่นคือการตอบสนองที่ถูกต้องเหมาะสมของผู้ที่มีประสบการณ์กับพระคุณของพระเจ้า
สำหรับคริสเตียนแล้วมาตรฐานทางจริยธรรมสูงสุดคือพระเยซูคริสต์และคำสอนของพระองค์ เราได้รับความรอดโดยพระคุณ หลังจากนั้นพระองค์ได้ทรงให้เรารักษาหลักคำสอนของพระองค์ และคำสอนทางจริยธรรมของพระเยซูนี่เองที่เป็นข้อสรุปของความหมายที่แท้จริงของธรรมบัญญัติ(พระคัมภีร์เดิม) - การประพฤติตามคำสอนของพระองค์จึงเท่ากับเป็นการทำให้ธรรมบัญญัตินั้นสมบูรณ์
• มัทธิว 5:17 “อย่าคิดว่าเรามาเลิกล้างธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะ เรามิได้มาเลิกล้าง แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ”
• อย่างไรก็ตาม บทสรุปของจริยธรรมของคริสเตียนไม่ใช่แค่เพียงคำสอนของพระเยซูเท่านั้น แต่เป็นแบบอย่างชีวิตของพระองค์ด้วย ดังนั้น การเป็นสาวกแท้คือการเชื่อฟังพระคริสต์และการเปลี่ยนแปลงชีวิตให้เป็นเหมือนพระฉายของพระองค์
• โรม 8:29 “เพราะว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่พระองค์ได้ทรงทราบอยู่แล้ว ผู้นั้นพระองค์ได้ทรงตั้งไว้ให้เป็นตามลักษณะพระฉายแห่งพระบุตรของพระองค์ เพื่อพระบุตรนั้นจะได้เป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพวกพี่น้องเป็นอันมาก”
• กล่าวโดยสรุปทั้งหมดก็คือ มาตรฐานสูงสุดของจริยธรรมคริสเตียนคือพระเยซูคริสต์และคำสอนของพระองค์
• เราจะศึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติมให้ตอนที่ 2 และ 3 ใน “คำเทศนาบนภูเขา” ซึ่งเป็นใจความสำคัญของคำสอนด้านจริยธรรมของคริสเตียนที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงมอบไว้ให้แก่เรา

บทเรียนพระคัมภีร์
เรื่อง จริยธรรมคริสเตียน
ตอนที่ 2/3 คำเทศนาบนภูเขา: แบบแผนแห่งจริยธรรมคริสเตียน 1
โดย Webmaster ของ www.christiancmu.com

คำนำ
- “คำเทศนาบนภูเขา” คือชื่อของคำสอนด้านจริยธรรมและศีลธรรมของพระเยซูคริสต์ที่บันทึกใน มัทธิว บทที่ 5-7
- คำเทศนาบนภูเขาเกิดขึ้นหลังจากที่ฝูงชนได้มาหาพระเยซู (มัทธิว 4:25) หลังจากที่พระเยซูได้ทำพระราชกิจรักษาโรคให้แก่คนเจ็บป่วย และแม้ว่าในเวลานั้นจะมีคนจำนวนมากมาฟังสิ่งที่พระเยซูสอน แต่คำสอนเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อบรรดาผู้ที่ปรารถนาจะเป็นสาวกของพระองค์
- ใจความสำคัญของคำเทศนาบนภูเขา ได้สรุปไว้ใน มัทธิว 5:48 กล่าวว่า “เหตุฉะนี้ท่านทั้งหลายจงเป็นคนดีรอบคอบ เหมือนอย่างพระบิดาของท่าน ผู้ทรงสถิตในสวรรค์เป็นผู้ดีรอบคอบ” - คำว่า “ดีรอบคอบ” ไม่ได้หมายถึง การไม่มีบาป หรือความสมบูรณ์แบบด้านศีลธรรม แต่มีความหมายกว้างกว่านั้น คือการเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ ซึ่งเปาโลได้ใช้คำเดียวกันกับคำว่า “ดีรอบคอบ” นี้ใน 1โครินธ์ 2:6, 14:20, ฟิลิปปี 3:15 แสดงถึงชีวิตที่ประสานกันอย่างสมบูรณ์กับน้ำพระทัยของพระเจ้า และสะท้อนพระลักษณะของพระองค์
- 1โครินธ์ 2:6 “เรากล่าวถึงเรื่องปัญญาในหมู่คนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วก็จริง แต่มิใช่เรื่องปัญญาของยุคนี้ หรือเรื่องปัญญาของอำนาจครอบครองในยุคนี้ ซึ่งจะเสื่อมสูญไป”
- ฟิลิปปี 3:15 “เราซึ่งเป็นผู้ใหญ่แล้วจึงคิดอย่างนั้น และถ้าท่านคิดอย่างอื่น พระเจ้าก็จะทรงโปรดให้เรื่องนั้นประจักษ์แก่ท่านด้วย”
- ในตอนที่ 2 และ 3 นี้ เราจะศึกษาถึงบทสรุปของหลักจริยธรรมด้านต่างๆ ที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงวางแบบแผนไว้ให้แก่เราในฐานะผู้เชื่อ

เนื้อหาบทเรียนตอนที่ 2/3

1. ความปีติยินดีอย่างยิ่งยวด (อ่าน 5:2-12)

• พระเยซูทรงเริ่มต้นคำสอนของพระองค์โดยการกล่าวถึงหนทางแห่งความสุข คำว่า “ผู้เป็นสุข” นั้นน่าจะแปลว่า “ความปีติยินดีอย่างยิ่งยวด” เพราะให้ความหมายตรงกว่าตามภาษาเดิม; ผู้ที่รู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณคือผู้ที่ตระหนักถึงความยากจนฝ่ายวิญญาณของตน จะเป็นผู้ที่ได้เข้าแผ่นดินสวรรค์; ผู้ที่โศกเศร้าคือผู้ที่เสียใจอย่างแท้จริงต่อความบาปของตน จะได้รับการปลอบโยน; ผู้ที่มีใจอ่อนโยนคือผู้ที่วางใจพระเจ้าในสิ่งที่ควรได้รับ จะได้แผ่นดินโลกเป็นมรดก; ผู้ที่กระหายความชอบธรรมจะได้รับความอิ่มหนำ; ผู้ที่มีใจกรุณาจะได้รับความกรุณา; ผู้ที่มีใจบริสุทธิ์จะได้เห็นและเข้าใจในพระทัยของพระเจ้า; ผู้ที่สร้างสันติจะถูกเรียกว่าเป็นบุตรของพระเจ้า; และผู้ที่ถูกข่มเหงเพราะทำตามพระวจนะของพระเจ้าจะได้รับแผ่นดินสวรรค์เป็นมรดก    

2. การมีชีวิตที่มีอิทธิพลต่อผู้อื่น (อ่าน 5:14-16)

• พระเยซูทรงใช้สัญลักษณ์ 2 อย่าง คือ เกลือและความสว่าง ในการอธิบายถึงอิทธิพลที่ผู้ที่ติดตามพระองค์ควรมีต่อโลกนี้ เกลือมีคุณสมบัติในการเก็บรักษาไว้(ไม่ให้เสีย) และความสว่างมีคุณสมบัติในการขับไล่ความมืด เกลือและความสว่างทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่สังเกตเห็นได้ แต่ตัวมันเองนั้นแทบจะไม่เป็นที่สังเกต (นั่นคือทำเพื่อเกียรติของพระเจ้า ไม่ใช่เพื่อของตนเอง)

3. ความชอบธรรม (อ่าน 5:17-48)

• พระเยซูไม่ได้ทรงเสด็จมาเพื่อประทานธรรมบัญญัติใหม่ พระองค์มาเพื่อเปิดเผยจุดประสงค์ของธรรมบัญญัติและของผู้เผยพระวจนะและนำไปสู่ความสมบูรณ์ พระองค์ได้ให้ตัวอย่าง 5 ประการของการทำให้ธรรมบัญญัตินั้นสมบูรณ์ คือ (1) การฆาตกรรมนั้นผิด แต่ท่าทีแห่งความเกลียดชังที่นำไปสู่การฆาตกรรมก็ผิดเช่นเดียวกัน (2) การล่วงประเวณีนั้นผิด แต่การมองที่เต็มไปด้วยตัณหานั้นก็ผิดเช่นเดียวกัน (3) ความสัมพันธ์ในการแต่งงานควรเป็นความสัมพันธ์ที่คงทนถาวร (4) เราควรซื่อสัตย์ต่อคำพูดและการกระทำของเรา (5) เราควรรักศัตรูของเรา; การเตือนสอนที่ชอบธรรมเหล่านี้เป็นคำสอนที่ตรงกันข้ามกับคำสอนของพวกฟาริสี

4. การให้ การอธิษฐาน และการอดอาหาร (อ่าน 6:1-18)  

• กิจกรรมทางศาสนาอาจถูกทำขึ้นด้วยเหตุผลที่ผิดได้ พระเยซูทรงเรียกร้องให้บรรดาสาวกของพระองค์เอาใจใส่ในสิ่งต่อไปนี้คือ (1) เรื่องการทำทาน ช่วยเหลือคนที่ยากไร้ เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ต้องไม่ทำเพื่อผลประโยชน์ของผู้ให้ที่ต้องการให้คนอื่นทราบว่าตนเป็นคนให้ (2) เรื่องการอธิษฐาน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ควรทำ แต่ต้องไม่ทำเพื่ออวดคนอื่น (3) เรื่องการอดอาหาร ก็ควรทำด้วยความจริงใจ ด้วยเหตุผลฝ่ายวิญญาณ ไม่ใช่เพื่อให้คนอื่นมองว่าเรากำลังทำสิ่งดี หรือเป็นคนฝ่ายวิญญาณ

5. ทรัพย์สมบัติ (อ่าน 6:19-24)  

• พระเยซูทรงใช้แนวความคิด 3 เรื่อง คือ เรื่องทรัพย์สมบัติ เรื่องประทีปของร่างกาย และเรื่องทาส ในการเตือนเราว่าเราไม่สามารถเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายได้ เราต้องมีใจเดียวในการอุทิศตัวในการเห็นคุณค่าของอาณาจักรพระเจ้า หากเราต้องการเป็นสาวกที่จงรักภักดีของพระองค์

6. ความกระวนกระวาย (อ่าน 6:25-34)

• คนฝ่ายโลกคือคนที่มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อสิ่งที่เป็นฝ่ายกายภาพ เช่น อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ แต่สาวกของพระคริสต์คือผู้ที่ให้อาณาจักรของพระเจ้ามาเป็นอันดับแรกและเป็นผู้ที่ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อว่าพระเจ้าจะเป็นผู้จัดเตรียมทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับเขาให้

- ในตอนที่ 3 เราจะมาดูกันอีก 5 ประการของแบบแผนแห่งจริยธรรมคริสเตียนในคำเทศนาบนภูเขา

บทเรียนพระคัมภีร์
เรื่อง จริยธรรมคริสเตียน
ตอนที่ 3/3 คำเทศนาบนภูเขา: แบบแผนแห่งจริยธรรมคริสเตียน 2

โดย Webmaster ของ www.christiancmu.com                                                                   

คำนำ

- ในตอนที่ 2 เราได้ศึกษาเนื้อหาโดยย่อของ “คำเทศนาบนภูเขา” ซึ่งเป็นคำสอนด้านจริยธรรมและศีลธรรมของพระเยซูคริสต์ที่บันทึกใน มัทธิว บทที่ 5-7 ไปแล้ว 6 ประการ ในตอนที่ 3 นี้ เราจะศึกษากันอีก 5 ประการ ถึงสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงคาดหวังให้เกิดขึ้นในชีวิตของเราแต่ละคนในฐานะสาวกของพระองค์  

เนื้อหาบทเรียนตอนที่ 3/3

7. การตัดสินผู้อื่น (อ่าน 7:1-6)  

• สาวกไม่ควรตัดสินผู้อื่นตามทัศนคติของตนเอง แต่ในทางกลับกันควรพิจารณาตนเองอย่างสม่ำเสมอในสิ่งที่พระเจ้าทรงคาดหวังจากเขาและการตอบสนองของตัวเขาเองต่อพระองค์

8. การยืนหยัด (อ่าน 7:7-12)

• พระเยซูทรงท้าทายสาวกของพระองค์ให้รักษาความต่อเนื่องในการผูกพันกับพระเจ้า ในการทูลขอการเสริมกำลังจากพระเจ้าในการยืนหยัด และในการเป็นผู้เริ่มต้นที่จะปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่ต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อตนเอง

9. การเลือก (อ่าน 7:13-14)

• พระเยซูทรงกล่าวว่า มีการดำเนินชีวิต 2 แบบ หรือมี 2 ทางในการดำเนินชีวิต ซึ่งแต่ละคนสามารถเลือกได้ คือทางกว้างที่นำไปสู่ความพินาศ และทางแคบที่นำไปสู่ชีวิต ทุกคนต้องเลือกว่าจะเดินในเส้นทางใด ผู้ที่เลือกทางแคบต้องตระหนักว่าเขาเป็นคนส่วนน้อย ไม่ใช่คนส่วนมาก

10. การแสดงออกเป็นกระทำ (อ่าน 7:15-23)

• ในตอนนี้พระเยซูใกล้จะจบคำสอนของพระองค์แล้ว พระองค์จึงกลับมาเน้นถึงความจำเป็นของการนำสิ่งที่พระองค์ทรงสอนไปทำในภาคปฏิบัติ พระองค์ได้ทรงเตือนเรื่องการติดตามครูสอนผิดและสอนให้สาวกของพระองค์นำหลักความจริงที่ได้เรียนรู้ไปใช้ในการดำเนินชีวิต

11. รากฐานของชีวิต (อ่าน 7:24-27)

• แม้เนื้อหาส่วนใหญ่ของคำสอนส่วนนี้จะกล่าวถึงบ้าน แต่สิ่งที่พระเยซูทรงเน้นคือผู้สร้างบ้าน ความแตกต่างระหว่างผู้สร้างบ้านทั้งสองหลัง คือการเชื่อฟังของคนหนึ่ง ในขณะที่อีกคนหนึ่งล้มเหลวในการที่จะเชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้า

- จากเนื้อหาบทเรียน “จริยธรรมคริสเตียน” ทั้ง 3 ตอน เราได้เห็นถึงแบบแผนของจริยธรรมที่คริสเตียนควรนำไปปฏิบัติในการดำเนินชีวิตในฐานะของผู้ติดตามพระคริสต์ บทเรียนนี้ให้ไว้ในรูปแบบของหลักการ ส่วนการประยุกต์ใช้ ผู้เรียนแต่ละคนควรอธิษฐานขอสติปัญญาจากพระเจ้าว่า เราจะนำหลักการแต่ละเรื่องไปใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างไร หรืออาจจะรวมกลุ่มกันกับเพื่อนเพื่อหารือถึงแนวทางในการนำไปประยุกต์ใช้ก็ได้


ขอให้พระเกียรติจงมีแด่พระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ โดย Christian CMU (คริสเตียน มช.)
แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 05 ตุลาคม 2009 เวลา 17:11 น.