| บทเรียนพระคัมภีร์_จริยธรรมคริสเตียน |
|
|
|
| เขียนโดย Webmaster |
| วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2009 เวลา 12:12 น. |
|
บทเรียนพระคัมภีร์ เรื่อง จริยธรรมคริสเตียน ตอนที่ 1/3 ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับจริยธรรมคริสเตียน โดย Webmaster ของ www.christiancmu.com คำนำ - คำว่า “จริยธรรม” (Ethics) มีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ว่า “ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ, ศีลธรรม, กฎศีลธรรม” ซึ่งสรุปได้ว่า จริยธรรม เป็นหลักหรือกฎเกณฑ์ในการปฏิบัติ - เมื่อศึกษาคำว่า “จริยธรรม” ก็จะมีคำอีกคำหนึ่งมาพร้อมกันคือคำว่า “ศีลธรรม” (Morals) ซึ่งมีความหมายตามพจนานุกรมฉบับเดียวกันว่าหมายถึง “ความประพฤติที่ดีที่ชอบ, ศีลและธรรม, ธรรมในระดับศีล” ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ศีลธรรมคือการตอบสนองต่อหลักจริยธรรมนั่นเอง - ในฐานะที่เราเป็นคริสเตียน เราต้องดำเนินชีวิตอยู่ในมาตรฐานจริยธรรมที่ถูกต้อง เพราะสิ่งนี้สะท้อนความเติบโตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงชีวิตจากพระเจ้าหลังจากที่เรากลับใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ - อย่างไรก็ตาม มาตรฐานทางจริยธรรมของคริสเตียนนั้นไม่ใช่มาตรฐานเดียวกับคนที่ไม่รู้จักพระเจ้า เพราะหลักจริยธรรมของคริสเตียนนั้นสะท้อนพระลักษณะของพระเจ้า ซึ่งต่อไปนี้เราจะเรียกว่า “จริยธรรมคริสเตียน” ซึ่งเป็นหัวข้อหลักของบทเรียนนี้ทั้ง 3 ตอน เนื้อหาบทเรียนตอนที่ 1/3 1. ความหมายทั่วไปของ “จริยธรรมคริสเตียน”• ความหมายทั่วไปของ “จริยธรรมคริสเตียน” คือ การดำเนินชีวิตในความชอบธรรม ทำในสิ่งที่ถูกต้องและละเว้นจากสิ่งชั่วร้าย ตามน้ำพระทัยของพระเจ้า• จริยธรรมคริสเตียน จึงไม่ใช่ทฤษฎีหรือความคิดของมนุษย์ แต่เป็นการสำแดงความจริงของพระเจ้าต่อเราว่าอะไรถูกต้องและอะไรผิด • ในพระคัมภีร์เดิม พระเจ้าทรงตรัสว่า พระองค์ทรงเรียกประชากรของพระองค์ให้เป็นผู้บริสุทธิ์ • เลวีนิติ 11:45 “เพราะเราคือพระเจ้าผู้นำเจ้าออกจากแผ่นดินอียิปต์ เพื่อเป็นพระเจ้าของเจ้า เพราะฉะนั้นเจ้าจึงต้องบริสุทธิ์ เพราะเราบริสุทธิ์” • พระคัมภีร์ใหม่ได้กล่าวสิ่งที่คล้ายคลึงกันนี้ใน มัทธิว 5:48 • มัทธิว 5:48 “เหตุฉะนี้ท่านทั้งหลายจงเป็นคนดีรอบคอบ เหมือนอย่างพระบิดาของท่าน ผู้ทรงสถิตในสวรรค์เป็นผู้ดีรอบคอบ” • ดังนั้น เราจึงกล่าวได้ว่า จริยธรรมคริสเตียน คือการดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยของพระเจ้านั่นเอง 2. ความหมายเจาะจงของ “จริยธรรมคริสเตียน”• สำหรับคริสเตียนแล้ว มาตรฐานสูงสุดของจริยธรรมคือพระเยซูคริสต์และคำสอนของพระองค์• อธิบายเพิ่มเติม • ในพระคัมภีร์เดิม เมื่อพระเจ้าทรงเรียกชนชาติอิสราเอลให้เป็นประชากรของพระองค์นั้น พระองค์ได้ทรงประทานธรรมบัญญัติให้เป็นมาตรฐานแห่งความบริสุทธิ์และความชอบธรรมในการดำเนินชีวิตติดตามพระองค์ และธรรมบัญญัตินี้เองที่เป็นน้ำพระทัยที่พระเจ้าได้ทรงสำแดงแก่ประชากรของพระองค์ • อย่างไรก็ตาม พระเจ้าได้ทรงประทานธรรมบัญญัติภายใต้บริบทของพระคุณ พระเจ้าทรงประทานบัญญัติ 10 ประการให้แก่อิสราเอลผ่านทางโมเสสที่ภูเขาซีนาย หลังจากที่พวกเขาได้เป็นประชากรของพระองค์โดยพระคุณแล้ว นั่นคือพระคุณมาก่อนธรรมบัญญัติ (ดังนั้น จึงไม่มีการแบ่งยุคในพระคัมภีร์ เหมือนอย่างที่หลายคนเข้าใจกันว่ามี 2 ยุค คือพระคัมภีร์เดิมเป็นยุคธรรมบัญญัติ และพระคัมภีร์ใหม่เป็นยุคพระคุณ) • ความจริงนี้ ได้เกิดขึ้นต่อเนื่องในพระคัมภีร์ใหม่ เมื่อพระเยซูทรงสอนหลักจริยธรรมตามพระคัมภีร์(จริยธรรมคริสเตียน) ในคำเทศนาบนภูเขา พระองค์เริ่มต้นด้วยเรื่อง “ผู้เป็นสุข” ซึ่งได้เตือนให้เหล่าสาวกของพระองค์ระลึกว่าพระคุณของพระเจ้ามาก่อนคำสั่ง(หรือธรรมบัญญัติ)ของพระองค์ (มัทธิว 5:3-12) • ความสัมพันธ์ระหว่างความต้องการของพระเจ้า(ธรรมบัญญัติ)กับพระคุณของพระองค์ แสดงให้เราเห็นว่าจริยธรรมตามพระคัมภีร์(หรือจริยธรรมคริสเตียน) นั้นอยู่ภายใต้สิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำให้แก่ประชากรของพระองค์แล้ว – นั่นคือพระคุณมาก่อนธรรมบัญญัติ เช่นเดียวกันกับที่เราได้เห็นกันในจดหมายฝากฉบับต่างๆ ในพระคัมภีร์ใหม่ ว่าหลักคำสอนมาก่อนหลักจริยธรรม (นั่นคือคำสอนของพระเจ้าเป็นที่มาของจริยธรรมคริสเตียน) • เราจึงกล่าวได้ว่า การประพฤติที่ถูกต้องเป็นผลผลิตของพระคุณ – นั่นคือการตอบสนองที่ถูกต้องเหมาะสมของผู้ที่มีประสบการณ์กับพระคุณของพระเจ้า • สำหรับคริสเตียนแล้วมาตรฐานทางจริยธรรมสูงสุดคือพระเยซูคริสต์และคำสอนของพระองค์ เราได้รับความรอดโดยพระคุณ หลังจากนั้นพระองค์ได้ทรงให้เรารักษาหลักคำสอนของพระองค์ และคำสอนทางจริยธรรมของพระเยซูนี่เองที่เป็นข้อสรุปของความหมายที่แท้จริงของธรรมบัญญัติ(พระคัมภีร์เดิม) - การประพฤติตามคำสอนของพระองค์จึงเท่ากับเป็นการทำให้ธรรมบัญญัตินั้นสมบูรณ์ • มัทธิว 5:17 “อย่าคิดว่าเรามาเลิกล้างธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะ เรามิได้มาเลิกล้าง แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ” • อย่างไรก็ตาม บทสรุปของจริยธรรมของคริสเตียนไม่ใช่แค่เพียงคำสอนของพระเยซูเท่านั้น แต่เป็นแบบอย่างชีวิตของพระองค์ด้วย ดังนั้น การเป็นสาวกแท้คือการเชื่อฟังพระคริสต์และการเปลี่ยนแปลงชีวิตให้เป็นเหมือนพระฉายของพระองค์ • โรม 8:29 “เพราะว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่พระองค์ได้ทรงทราบอยู่แล้ว ผู้นั้นพระองค์ได้ทรงตั้งไว้ให้เป็นตามลักษณะพระฉายแห่งพระบุตรของพระองค์ เพื่อพระบุตรนั้นจะได้เป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพวกพี่น้องเป็นอันมาก” • กล่าวโดยสรุปทั้งหมดก็คือ มาตรฐานสูงสุดของจริยธรรมคริสเตียนคือพระเยซูคริสต์และคำสอนของพระองค์ • เราจะศึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติมให้ตอนที่ 2 และ 3 ใน “คำเทศนาบนภูเขา” ซึ่งเป็นใจความสำคัญของคำสอนด้านจริยธรรมของคริสเตียนที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงมอบไว้ให้แก่เรา บทเรียนพระคัมภีร์ เรื่อง จริยธรรมคริสเตียน ตอนที่ 2/3 คำเทศนาบนภูเขา: แบบแผนแห่งจริยธรรมคริสเตียน 1 โดย Webmaster ของ www.christiancmu.com คำนำ - “คำเทศนาบนภูเขา” คือชื่อของคำสอนด้านจริยธรรมและศีลธรรมของพระเยซูคริสต์ที่บันทึกใน มัทธิว บทที่ 5-7 - คำเทศนาบนภูเขาเกิดขึ้นหลังจากที่ฝูงชนได้มาหาพระเยซู (มัทธิว 4:25) หลังจากที่พระเยซูได้ทำพระราชกิจรักษาโรคให้แก่คนเจ็บป่วย และแม้ว่าในเวลานั้นจะมีคนจำนวนมากมาฟังสิ่งที่พระเยซูสอน แต่คำสอนเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อบรรดาผู้ที่ปรารถนาจะเป็นสาวกของพระองค์ - ใจความสำคัญของคำเทศนาบนภูเขา ได้สรุปไว้ใน มัทธิว 5:48 กล่าวว่า “เหตุฉะนี้ท่านทั้งหลายจงเป็นคนดีรอบคอบ เหมือนอย่างพระบิดาของท่าน ผู้ทรงสถิตในสวรรค์เป็นผู้ดีรอบคอบ” - คำว่า “ดีรอบคอบ” ไม่ได้หมายถึง การไม่มีบาป หรือความสมบูรณ์แบบด้านศีลธรรม แต่มีความหมายกว้างกว่านั้น คือการเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ ซึ่งเปาโลได้ใช้คำเดียวกันกับคำว่า “ดีรอบคอบ” นี้ใน 1โครินธ์ 2:6, 14:20, ฟิลิปปี 3:15 แสดงถึงชีวิตที่ประสานกันอย่างสมบูรณ์กับน้ำพระทัยของพระเจ้า และสะท้อนพระลักษณะของพระองค์ - 1โครินธ์ 2:6 “เรากล่าวถึงเรื่องปัญญาในหมู่คนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วก็จริง แต่มิใช่เรื่องปัญญาของยุคนี้ หรือเรื่องปัญญาของอำนาจครอบครองในยุคนี้ ซึ่งจะเสื่อมสูญไป” - ฟิลิปปี 3:15 “เราซึ่งเป็นผู้ใหญ่แล้วจึงคิดอย่างนั้น และถ้าท่านคิดอย่างอื่น พระเจ้าก็จะทรงโปรดให้เรื่องนั้นประจักษ์แก่ท่านด้วย” - ในตอนที่ 2 และ 3 นี้ เราจะศึกษาถึงบทสรุปของหลักจริยธรรมด้านต่างๆ ที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงวางแบบแผนไว้ให้แก่เราในฐานะผู้เชื่อ เนื้อหาบทเรียนตอนที่ 2/3 1. ความปีติยินดีอย่างยิ่งยวด (อ่าน 5:2-12)• พระเยซูทรงเริ่มต้นคำสอนของพระองค์โดยการกล่าวถึงหนทางแห่งความสุข คำว่า “ผู้เป็นสุข” นั้นน่าจะแปลว่า “ความปีติยินดีอย่างยิ่งยวด” เพราะให้ความหมายตรงกว่าตามภาษาเดิม; ผู้ที่รู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณคือผู้ที่ตระหนักถึงความยากจนฝ่ายวิญญาณของตน จะเป็นผู้ที่ได้เข้าแผ่นดินสวรรค์; ผู้ที่โศกเศร้าคือผู้ที่เสียใจอย่างแท้จริงต่อความบาปของตน จะได้รับการปลอบโยน; ผู้ที่มีใจอ่อนโยนคือผู้ที่วางใจพระเจ้าในสิ่งที่ควรได้รับ จะได้แผ่นดินโลกเป็นมรดก; ผู้ที่กระหายความชอบธรรมจะได้รับความอิ่มหนำ; ผู้ที่มีใจกรุณาจะได้รับความกรุณา; ผู้ที่มีใจบริสุทธิ์จะได้เห็นและเข้าใจในพระทัยของพระเจ้า; ผู้ที่สร้างสันติจะถูกเรียกว่าเป็นบุตรของพระเจ้า; และผู้ที่ถูกข่มเหงเพราะทำตามพระวจนะของพระเจ้าจะได้รับแผ่นดินสวรรค์เป็นมรดก2. การมีชีวิตที่มีอิทธิพลต่อผู้อื่น (อ่าน 5:14-16)• พระเยซูทรงใช้สัญลักษณ์ 2 อย่าง คือ เกลือและความสว่าง ในการอธิบายถึงอิทธิพลที่ผู้ที่ติดตามพระองค์ควรมีต่อโลกนี้ เกลือมีคุณสมบัติในการเก็บรักษาไว้(ไม่ให้เสีย) และความสว่างมีคุณสมบัติในการขับไล่ความมืด เกลือและความสว่างทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่สังเกตเห็นได้ แต่ตัวมันเองนั้นแทบจะไม่เป็นที่สังเกต (นั่นคือทำเพื่อเกียรติของพระเจ้า ไม่ใช่เพื่อของตนเอง)3. ความชอบธรรม (อ่าน 5:17-48)• พระเยซูไม่ได้ทรงเสด็จมาเพื่อประทานธรรมบัญญัติใหม่ พระองค์มาเพื่อเปิดเผยจุดประสงค์ของธรรมบัญญัติและของผู้เผยพระวจนะและนำไปสู่ความสมบูรณ์ พระองค์ได้ให้ตัวอย่าง 5 ประการของการทำให้ธรรมบัญญัตินั้นสมบูรณ์ คือ (1) การฆาตกรรมนั้นผิด แต่ท่าทีแห่งความเกลียดชังที่นำไปสู่การฆาตกรรมก็ผิดเช่นเดียวกัน (2) การล่วงประเวณีนั้นผิด แต่การมองที่เต็มไปด้วยตัณหานั้นก็ผิดเช่นเดียวกัน (3) ความสัมพันธ์ในการแต่งงานควรเป็นความสัมพันธ์ที่คงทนถาวร (4) เราควรซื่อสัตย์ต่อคำพูดและการกระทำของเรา (5) เราควรรักศัตรูของเรา; การเตือนสอนที่ชอบธรรมเหล่านี้เป็นคำสอนที่ตรงกันข้ามกับคำสอนของพวกฟาริสี4. การให้ การอธิษฐาน และการอดอาหาร (อ่าน 6:1-18)• กิจกรรมทางศาสนาอาจถูกทำขึ้นด้วยเหตุผลที่ผิดได้ พระเยซูทรงเรียกร้องให้บรรดาสาวกของพระองค์เอาใจใส่ในสิ่งต่อไปนี้คือ (1) เรื่องการทำทาน ช่วยเหลือคนที่ยากไร้ เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ต้องไม่ทำเพื่อผลประโยชน์ของผู้ให้ที่ต้องการให้คนอื่นทราบว่าตนเป็นคนให้ (2) เรื่องการอธิษฐาน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ควรทำ แต่ต้องไม่ทำเพื่ออวดคนอื่น (3) เรื่องการอดอาหาร ก็ควรทำด้วยความจริงใจ ด้วยเหตุผลฝ่ายวิญญาณ ไม่ใช่เพื่อให้คนอื่นมองว่าเรากำลังทำสิ่งดี หรือเป็นคนฝ่ายวิญญาณ5. ทรัพย์สมบัติ (อ่าน 6:19-24)• พระเยซูทรงใช้แนวความคิด 3 เรื่อง คือ เรื่องทรัพย์สมบัติ เรื่องประทีปของร่างกาย และเรื่องทาส ในการเตือนเราว่าเราไม่สามารถเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายได้ เราต้องมีใจเดียวในการอุทิศตัวในการเห็นคุณค่าของอาณาจักรพระเจ้า หากเราต้องการเป็นสาวกที่จงรักภักดีของพระองค์6. ความกระวนกระวาย (อ่าน 6:25-34)• คนฝ่ายโลกคือคนที่มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อสิ่งที่เป็นฝ่ายกายภาพ เช่น อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ แต่สาวกของพระคริสต์คือผู้ที่ให้อาณาจักรของพระเจ้ามาเป็นอันดับแรกและเป็นผู้ที่ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อว่าพระเจ้าจะเป็นผู้จัดเตรียมทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับเขาให้- ในตอนที่ 3 เราจะมาดูกันอีก 5 ประการของแบบแผนแห่งจริยธรรมคริสเตียนในคำเทศนาบนภูเขา บทเรียนพระคัมภีร์ เรื่อง จริยธรรมคริสเตียน ตอนที่ 3/3 คำเทศนาบนภูเขา: แบบแผนแห่งจริยธรรมคริสเตียน 2 โดย Webmaster ของ www.christiancmu.com คำนำ - ในตอนที่ 2 เราได้ศึกษาเนื้อหาโดยย่อของ “คำเทศนาบนภูเขา” ซึ่งเป็นคำสอนด้านจริยธรรมและศีลธรรมของพระเยซูคริสต์ที่บันทึกใน มัทธิว บทที่ 5-7 ไปแล้ว 6 ประการ ในตอนที่ 3 นี้ เราจะศึกษากันอีก 5 ประการ ถึงสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงคาดหวังให้เกิดขึ้นในชีวิตของเราแต่ละคนในฐานะสาวกของพระองค์ เนื้อหาบทเรียนตอนที่ 3/3 7. การตัดสินผู้อื่น (อ่าน 7:1-6)• สาวกไม่ควรตัดสินผู้อื่นตามทัศนคติของตนเอง แต่ในทางกลับกันควรพิจารณาตนเองอย่างสม่ำเสมอในสิ่งที่พระเจ้าทรงคาดหวังจากเขาและการตอบสนองของตัวเขาเองต่อพระองค์8. การยืนหยัด (อ่าน 7:7-12)• พระเยซูทรงท้าทายสาวกของพระองค์ให้รักษาความต่อเนื่องในการผูกพันกับพระเจ้า ในการทูลขอการเสริมกำลังจากพระเจ้าในการยืนหยัด และในการเป็นผู้เริ่มต้นที่จะปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่ต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อตนเอง9. การเลือก (อ่าน 7:13-14)• พระเยซูทรงกล่าวว่า มีการดำเนินชีวิต 2 แบบ หรือมี 2 ทางในการดำเนินชีวิต ซึ่งแต่ละคนสามารถเลือกได้ คือทางกว้างที่นำไปสู่ความพินาศ และทางแคบที่นำไปสู่ชีวิต ทุกคนต้องเลือกว่าจะเดินในเส้นทางใด ผู้ที่เลือกทางแคบต้องตระหนักว่าเขาเป็นคนส่วนน้อย ไม่ใช่คนส่วนมาก10. การแสดงออกเป็นกระทำ (อ่าน 7:15-23)• ในตอนนี้พระเยซูใกล้จะจบคำสอนของพระองค์แล้ว พระองค์จึงกลับมาเน้นถึงความจำเป็นของการนำสิ่งที่พระองค์ทรงสอนไปทำในภาคปฏิบัติ พระองค์ได้ทรงเตือนเรื่องการติดตามครูสอนผิดและสอนให้สาวกของพระองค์นำหลักความจริงที่ได้เรียนรู้ไปใช้ในการดำเนินชีวิต11. รากฐานของชีวิต (อ่าน 7:24-27)• แม้เนื้อหาส่วนใหญ่ของคำสอนส่วนนี้จะกล่าวถึงบ้าน แต่สิ่งที่พระเยซูทรงเน้นคือผู้สร้างบ้าน ความแตกต่างระหว่างผู้สร้างบ้านทั้งสองหลัง คือการเชื่อฟังของคนหนึ่ง ในขณะที่อีกคนหนึ่งล้มเหลวในการที่จะเชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้า- จากเนื้อหาบทเรียน “จริยธรรมคริสเตียน” ทั้ง 3 ตอน เราได้เห็นถึงแบบแผนของจริยธรรมที่คริสเตียนควรนำไปปฏิบัติในการดำเนินชีวิตในฐานะของผู้ติดตามพระคริสต์ บทเรียนนี้ให้ไว้ในรูปแบบของหลักการ ส่วนการประยุกต์ใช้ ผู้เรียนแต่ละคนควรอธิษฐานขอสติปัญญาจากพระเจ้าว่า เราจะนำหลักการแต่ละเรื่องไปใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างไร หรืออาจจะรวมกลุ่มกันกับเพื่อนเพื่อหารือถึงแนวทางในการนำไปประยุกต์ใช้ก็ได้ ขอให้พระเกียรติจงมีแด่พระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว ไม่สงวนลิขสิทธิ์ โดย Christian CMU (คริสเตียน มช.) |
| แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 05 ตุลาคม 2009 เวลา 17:11 น. |














